จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
มีนาคม 31, 2025, 06:58:56 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: จดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช
ยินดีต้อนรับสมาชิก และผู้เยื่ยมชมทุกๆท่าน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนื่ ๑๓.เล่าสู่กันฟัง เรื่องราวของ “พระเทพวชิรเมธี หรือ หลวงตาเอก” ก่อนถึงวันพร  (อ่าน 122 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
apairach
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1478


ดูรายละเอียด อีเมล์
| |
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2025, 05:30:48 pm »

เล่าสู่กันฟัง เรื่องราวของ “พระเทพวชิรเมธี หรือ หลวงตาเอก”
ก่อนถึงวันพระราชทานเพลิงศพพระเทพวชิรเมธี,ผศ.ดร. (วีระ วรปญฺโญ)
เจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพชร และเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พระอารามหลวง

ตอนที่ ๑๓ : (ต่อ) แนวทางพัฒนาวัดพระบรมธาตุ : “๕ ปีซ่อม ๕ ปีสร้าง ๕ ปีสวย”

๕ ปีสวย (ต่อ)
เมื่อถมดินเสร็จทางจังหวัดกำแพงเพชรก็ได้ดำเนินการสร้างอาคารตลาดน้ำนครชุม เป็น อาคารโถง กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตร เพื่อใช้ประโยชน์ในการให้ชาวบ้านมาค้าขายผลิตภัณฑ์ ในชุมชน และได้สร้างอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ชั้นเดียว เพื่อใช้ ประโยชน์ในการบริการนักท่องเที่ยว และเผยแพร่องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในแนวขนานกัน กับอาคารตลาดน้ำนครชุม ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ทั้งทางวัดพระบรมธาตุ หน่วยงาน ราชการและชุมชนได้ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะใช้เป็นที่จัดกิจกรรมประชุมสัมมนา นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการสร้างห้องน้ำสำหรับบริการนักท่องเที่ยวจำนวน ๒ ห้อง เป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้องลอนคู่ พื้นปูด้วยเซรามิคอย่างดี ไว้ในบริเวณดังกล่าวด้วย

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เกิดรัฐประหารขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมโดยคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) อันมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าคณะ หลัง รัฐประหารมีการการชุมนุมและเคลื่อนไหวในทางการเมือง กิจกรรมรื่นเริงต่าง ๆ ในชุมชนก็งดไป ปีนั้นหลวงพ่อจึงปรารภกับผู้ว่า ฯ สุรพลว่า อยากสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชา ที่ ๑ หรือพญาลิไทย ผู้ทรงสถาปนาพระบรมธาตุนครชุมและต้นพระศรีมหาโพธิ์เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์และรักษาความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของ วัดพระบรมธาตุไว้ ซึ่งทางผู้ว่า ฯ สุรพลก็เห็นด้วยและอนุมัติงบประมาณจำนวน ๓.๕ ล้านบาทเป็น ทุนตั้งต้น จากนั้นหลวงพ่อก็ได้ระดมทุนเพิ่มเติมโดยการสร้างวัตถุมงคลพระบูชาและพระกริ่งพระ พุทธมหาธรรมราชา พระบรมธาตุจำลองขนาดต่าง ๆ และพระพิมพ์เนื้อโลหะและเนื้ออิฐ ๗๐๐ ปี รวมทั้งสร้างพระบรมรูปพระมหาธรรมราชาลิไทยขนาดบูชา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้บริจาค บูชาระดมทุนเพื่อจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วย

การวางศิลาฤกษ์สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาลิไทยจัดขึ้นวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ซึ่งตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรและ ทรงนมัสการพระบรมธาตุนครชุมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ซึ่งหลวงพ่อได้ขออนุญาตทางราชการจัดเป็น งานใหญ่เรียกว่า “งานเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย” ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่เคยเสด็จพระราช ดำเนินมายังพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร มีกิจกรรมเสวนาทางวิชาการในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนมี กิจกรรมรื่นเริงโดยวงดนตรีของทหารพราน

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับทีมงานของเครือข่ายสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรจัดทำบ้านดินตัวอย่าง และจัดนิทรรศการทางการเกษตรทฤษฎีใหม่อีกด้วย ซึ่งภายหลังหลวงพ่อได้มีส่วนสำคัญในการ ช่วยเหลือและส่งเสริมการทำกิจกรรมของเครือข่ายเกษตรกรกลุ่มนี้ ทั้งเข้าร่วมกิจกรรม สนับสนุนงบประมาณ ที่สำคัญคือ ในการจัดสวนหย่อมรอบลานพญาลิไทย เพื่อรับสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (พระยศในขณะนั้น) ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ณ วัดพระบรมธาตุ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ หลวงพ่อก็ได้มอบหมายให้เครือข่ายเกษตรกรกลุ่มนี้มาเป็นผู้ดำเนินการจัดสวน ด้วยความไว้วางใจ

มูลเหตุในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาลิไทยในครั้งนี้ หลวงพ่อเล่า ไว้ในคำอนุโมทนาในหนังสือ “พระมหาธรรมราชาลิไทย ปฐมมหาธรรมราชาแห่งอาณาจักร สุโขทัย” ซึ่งเป็นหนังสือที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาและเรียบเรียงขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ณ วัดพระบรมธาตุ และมีคุณครูเพ็ญรำเพย ขวัญวงศ์ เป็นเจ้าภาพ จัดพิมพ์จำนวน ๔,๐๐๐ เล่ม สิ้นงบประมาณจัดพิมพ์จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ไว้ว่า

“หลวงพ่อพระมหาสุธีร์ เขมจารี อดีตเจ้าอาวาสวัดสหราษฎร์รังสรรค์ ซึ่งเคยจำพรรษาอยู่ ที่วัดพระบรมธาตุมาก่อน ได้ปรารภสมัยที่อาตมามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุใหม่ ๆ ว่า ขอให้ดำเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไทย) ให้สำเร็จ ด้วย เพราะจักได้ตอบแทนคุณูปการของพระองค์ท่านที่มีต่อวัดพระบรมธาตุ นครชุม และจังหวัด กำแพงเพชร และพระองค์เป็นพระราชาผู้ทรงธรรมควรแก่การรำลึกถึง เป็นต้นแบบแห่งการ ประพฤติปฏิบัติธรรม ตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พญาลิไทยให้ สำเร็จ จวบจนท่านสุรพล วาณิชเสนี มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร จึงได้ร่วมกัน สร้างจนสำเร็จ นับเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่ควรจดจำไว้ชั่วกาลนาน”

การสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาลิไทยสำเร็จได้นั้น กล่าวได้เลยว่า ท่านผู้ว่า ฯ สุรพล เป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง แม้จะย้ายไปรับราชการเป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทยแล้วแต่ก็ยังควบคุมและประสานงานการสร้างพระบรมราชานุสาวรียืในทุก โอกาสดังปรากฏในคำนิยมของผู้ว่า ฯ สุรพล วาณิชเสนี ในหนังสือ “พระมหาธรรมราชาลิไทย ปฐมมหาธรรมราชาแห่งอาณาจักรสุโขทัย” ว่า

“ถึงแม้ว่าจะได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยก็ตาม แต่การ ควบคุมและประสานงาน การขออนุญาตการก่อสร้างจากกรมศิลปากร การก่อสร้างฐานและการ ออกแบบองค์พญาลิไทยก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง แม้การขึ้นหุ่นเพื่อเตรียมการหล่อก็ต้องคอยอาศัย ช่างของกรมศิลปากร คือช่างอัษฎายุทธ์ อยู่เย็น เป็นผู้ออกแบบและมาคอยควบคุมมิให้ผิดเพี้ยนได้ โดยคำนึงถึงความเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม ทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา นักรบ ใบหน้า ออกเมตตา ในพระหัตถ์ถือคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง แม้แต่เครื่องทรงก็ต้องศึกษาจากประวัติศาสตร์ เพื่อให้ตรงกับยุคของพญาลิไทย”

องค์พระบรมรูปพระมหาธรรมราชาลิไทยหล่อด้วยโลหะทองเหลืองรมดำ ขนาดสูงสองเท่า ครึ่งของคนจริง ออกแบบโดยนายอัษฎายุทธิ์ อยู่เย็น นายช่างกรมศิลปากร ทำพิธีเททองหล่อ ณ โรงหล่อประติมาไฟน์อาร์ท จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ และได้ทำพิธีอัญเชิญ พระบรมรูปประดิษฐานบนฐานสูง ๗ เมตรเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๐ ซึ่งตรงกับวันที่พระมหา ธรรมราชาลิไทยทรงสถาปนาพระบรมธาตุนครชุมตามที่ปรากฏในจารึกนครชุม พ.ศ. ๑๙๐๐ พร้อมกันนี้ หลวงพ่อยังได้สร้างลานพญาลิไทย กว้าง ๕๐ เมตร ยาว ๑๐๐ เมตร เพื่อปรับภูมิทัศน์ สิ้นงบประมาณในการจัดสร้างทั้งสิ้นราว ๗.๕ ล้านบาท

นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้ร่วมกับจังหวัดกำแพงเพชรและสำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดกำแพงเพชรสร้างห้องสมุดประชาชน เฉลิมราชกุมารี อำเภอเมืองกำแพงเพชร ภายในพื้นที่ ของวัดพระบรมธาตุ ทางทิศตะวันออกของลานพญาลิไทย เหตุที่หลวงพ่อให้สร้างห้องสมุด ประชาชนในพื้นที่วัดนั้น เพราะหลวงพ่อเล็งเห็นความสำคัญของห้องสมุดที่ต้องควบคู่ไปกับ สถาบันการศึกษา เนื่องจากภายในวัดพระบรมธาตุมีสถานศึกษาถึง ๓ แห่ง ได้แก่ หน่วยวิทย บริการ ฯ มจร จังหวัดกำแพงเพชร โรงเรียนวัดพระบรมธาตุ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม “ธรรม กิตติวงศ์” นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าเยื้องกับวัดยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวชิรปราการวิทยาคมซึ่ง เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชร การที่มีห้องสมุด ประชาชนอยู่ใกล้ ๆ นั้นก็จะทำให้นิสิตและนักเรียนสามารถมาค้นคว้าหาข้อมูลได้สะดวก ทั้งยังทำ ให้วัดพระบรมธาตุเป็นศูนย์กลางของการศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลัก “บวร : บ้าน วัด โรงเรียน” ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แม้ทางราชการจะมีงบประมาณในการจัดสร้างอาคารห้องสมุดแต่ในการตกแต่งภายในและภายนอกบางอย่างหลวงพ่อก็ให้คนงานของวัดเข้าไปช่วยดำเนินการอยู่ เนือง ๆ

ห้องสมุดประชาชน เฉลิมราชกุมารี แล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๐ และสมเด็จพระ กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งดำรงพระยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร ห้องสมุดประชาชน เฉลิมราชกุมารี อำเภอเมืองกำแพงเพชร อย่างเป็นทางการ ในคราวเสด็จ พระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ยังมีคณะเจ้าภาพภายใต้การนำของพระมหาบุญเลิศ มหาวีโร ป.ธ. ๗ ได้สร้างพระพุทธชินราชแกะสลักจากไม้กฤษณา ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปไม้กฤษณาที่มีขนาดใหญ่ ที่สุดในประเทศไทย อัญเชิญมาประดิษฐานที่วิหารจำลองหน้าศาลาการเปรียญ ภายหลังเมื่อจะมี การรื้อศาลาการเปรียญจึงอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานในศาลาธรรมจักรซันเดย์ซึ่งสร้าง ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๐ และศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนตำบลนครชุมยังได้รับคัดเลือก จากกระทรวงวัฒนธรรมให้ยกฐานะเป็นศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชตำบลนครชุม โดยมีหลวงพ่อทำ หน้าที่ในตำแหน่งประธานศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชตำบลนครชุมอีกด้วย

ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ หลวงพ่อทราบว่าโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมจะทำการรื้อ อาคารเรียนไม้หลังเก่าซึ่งชำรุดทรุดโทรมออกเพื่อสร้างเป็นอาคารเรียนคอนกรีตหลังใหม่ขึ้น ทดแทน จึงได้ประสานงานกับทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษากำแพงเพชร - พิจิตรเพื่อขอไม้เก่าของอาคารมาสร้างเป็นอาคารปฏิบัติธรรม ซึ่งทางหน่วยงานดังกล่าวก็ดำเนินการส่ง เรื่องขออนุมัติตามขั้นตอนของระเบียบราชการจนสามารถรื้อถอนและนำไม้มาสร้างอาคารปฏิบัติ ธรรมได้ โดยหลวงพ่อได้ว่าจ้างผู้รับเหมาทำการรื้อถอนและนำไม้มาที่วัดพระบรมธาตุ จากนั้นก็ ดำเนินการสร้างเป็นหอวิปัสสนากัมมัฏฐานชื่อว่า “วัชร - นารี” เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าอาคารหลังนี้ สร้างขึ้นจากอาคารเรียนไม้หลังเก่าของโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมซึ่งเคยมีชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนกำแพงเพชร “วัชรราษฎร์วิทยาลัย” และโรงเรียนสตรีกำแพงเพชร “นารีวิทยา” อาคาร หลังนี้สร้างขึ้นทางทิศตะวันตกติดกับลานจอดรถ เป็นอาคารไม้สองชั้น ทรงไทยปั้นหยา กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ชั้นบนเป็นที่พักผู้เข้าปฏิบัติธรรม ชั้นล่างเป็นห้องปฏิบัติธรรมและจัดกิจกรรม ต่าง ๆ มีห้องน้ำในตัวอาคารทั้งชั้นล่างและชั้นบนชั้นละ ๑๒ ห้อง มีมุขด้านหน้าใช้เป็นห้องรับรอง ทั้งยังได้ดำเนินการบูรณะพระนอนซึ่งประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระบรม ธาตุ โดยการขยับเปลี่ยนทิศและสร้างอาคารใหม่แทนที่อาคารเดิม เป็นอาคารโถงไม่มีฝาผนัง มี พาไลยื่นมาด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองด้วย

ในปีเดียวกันนี้ ตระกูลเดชศรี โดยการนำของคุณถนอม เดชศรี และคุณพิกุล เดชศรี ได้มี ศรัทธาที่จะถวายพระพุทธรูปโบราณซึ่งทางตระกูลได้สะสมไว้เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางพุทธ ศิลป์ของวัดพระบรมธาตุ และประสงค์ที่จะเป็นเจ้าภาพสร้างพระวิหารเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป โบราณดังกล่าว ตลอดจนพระพุทธรูปโบราณองค์อื่น ๆ ที่พบในวัดพระบรมธาตุ หลวงพ่อพิจารณา แล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อทางวัด ชุมชนและพระพุทธศาสนาจึงไม่ขัดศรัทธาตระกูลเดชศรี และ อนุญาตให้สร้างพระวิหาร “พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป” ขึ้นบนลานพระบรมธาตุทางทิศตะวันตกให้ ขนานในแนวกันกับพระอุโบสถที่อยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระบรมธาตุ เป็นพระวิหารหลังคา ทรงไทย กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ใช้งบก่อสร้างกว่า ๒๑ ล้านบาท ภายในเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปโบราณพุทธศิลป์สมัยต่าง ๆ กว่า ๑๐๐ องค์ สร้างแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จ ทอดพระเนตรพระพุทธรูปโบราณภายในพระวิหารนี้ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรม ราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ณ วัดพระบรมธาตุ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ หลวงพ่อยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้วย การทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “รูปแบบภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย” อันมี เนื้อหาที่สัมพันธ์หรือต่อยอดจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของหลวงพ่อในสาขาวิชาการบริหาร การศึกษา มหาวิทยานเรศวร การรับสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกเป็นหลักสูตรที่ ๒ หรือเรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า “จบด๊อกเตอร์ ๒ ใบ” ทำให้มีคนเรียกชื่อหลวงพ่อแบบแซว ๆ กันว่า “เจ้าคุณ ซุปเปอร์ด๊อกเตอร์” หรือ “เจ้าคุณดับเบิ้ลด๊อกเตอร์”

หลวงพ่อทั้งพัฒนาวัด พัฒนาคนโดยการสอนหนังสือ และพัฒนาตนโดยการเรียนหนังสือ แต่ก็พยายามแบ่งเวลาในการทำงานวิจัยซึ่งถือเป็นหนี่งในภาระงานหลักของอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีในจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อมีงานวิจัยตามเกณฑ์การยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ หลวงพ่อจึงยื่นขอกำหนดตำแหน่งทาง วิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ต่อหน่วยงานรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัยในปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ผลการพิจารณาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ ผลงานทางวิชาการของหลวงพ่อผ่านการพิจารณาคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของคณะกรรมการ การอุดมศึกษา (สกอ.) และสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีมติเห็นชอบให้หลวง พ่อเป็น “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา” ดังปรากฏความในคำสั่งมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ ๓๐๕/๒๕๕๙ เรื่อง แต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่า

“อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๙) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ จึงแต่งตั้งให้ พระราชวชิรเมธี (วีระ วรปญฺโญ), ดร. อายุ ๕๖ พรรษา ๓๖ วุฒิการศึกษา ป.ธ. ๙, พธ.บ. (พระพุทธศาสนา), อ.ม. (ศาสนาเปรียบเทียบ), กศ.ด. (การ บริหารการศึกษา) ตำแหน่ง อาจารย์ สังกัด วิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙”

จากคำสั่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๙ จึงทำให้ หลังจากนี้เป็นต้นไป ชื่อของหลวงพ่อปรากฏในเอกสารต่าง ๆ ว่า “พระราชวชิรเมธี, ผศ.ดร.” อัน เป็นการระบุตำแหน่งทางวิชาการไว้ท้ายราชทินนาม ต่างจากบุคคลทั่วไป เนื่องจากมหาวิทยาลัย สงฆ์มีแนวปฏิบัติว่า สมณศักดิ์หรือราชทินนามนั้นเป็นสิ่งพระได้รับพระราชทานจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเอาชื่อตำแหน่งหรืออื่นใดที่ไม่ใช่สิ่งพระราชทานมานำหน้าย่อมเป็นการไม่ บังควร จึงมีการนำตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวไปต่อท้ายราชทินนามแทน
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ หลวงพ่อยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ และได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน คณะกรรมการการปฏิรูปพระพุทธศาสนา ฝ่ายศาสนศึกษา ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีกด้วย

ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธีระวัฒน์ แสนคำ
#ติดตามอ่านต่อตอนที่  ๑๔
#หลวงตาเอก #วัดพระบรมธาตุนครชุม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!